อดีตหลวง ตาฆ่าเพื่อนพระวัดเดียวกัน วางแผนนาน 2 เดือน เล่านาทีวิ่งไล่ฟัน

คุมตัว อดีตหลวง ตาฆ่าโหดพระวัดเดียวกันทำแผนเล่านาทีวิ่งไล่ฟันสับยับ27แผลสารภาพวางแผนนาน2เดือน จัดฉาก สร้างหลักฐานเท็จ

ความคืบหน้า พระลุน อายุ72ปีพระวัดป่าภูปอต.นาตาลอ.ท่าคันโทจ.กาฬสินธุ์ถูกฆ่าโหดมรณภาพบริเวณบันไดลานหินทางลงกุฏิภายในวัดบริเวณศีรษะใบหน้าแขนและข้อมือถูกของมีคมฟัน27แผลชาวบ้านพบศพเมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นสอบถามพระลูกวัดด้วยกันอ้างว่า เห็นชายสองคนเข้ามาทวงหนี้กับพระลุน 3 หมื่นบาท ก่อนที่ตำรวจจะเค้นสอบพระรูปดังกล่าว กระทั่งยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือฆ่าเพื่อนพระด้วยกัน

อดีตหลวง ล่าสุด เมื่อเวลา 17.30 น.(31ต.ค.64)พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิรักษาราชการแทนผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ลงพื้นที่ติดตามคดีพร้อมนำทีมชุดสืบสวนสภ.ท่าคันโทชุดสืบสวนตำรวจภูธรจ.กาฬสินธุ์และชุดสืบสวนภาค4ร่วมกับนายพลานุภาพ ธพรคำแพทย์ นายอำเภอท่าคันโท และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองคุมตัว อดีตพระกรกช หรือ นายกรกช (ชื่อเดิม จรัญ) อายุ 72 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ที่ จ232 /2564 ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่จุดเกิดเหตุภายในวัดป่าภูปอ หลังจากรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือฆ่าพระลุน โดยก่อนคุมตัวพาไปทำแผนเจ้าหน้าที่ได้นิมนต์พระสังฆาธิการมาทำการลาสิกขาก่อน ท่ามกลางชาวบ้านที่มาดูเหตุการณ์จำนวนมาก และกำลังตำรวจและฝ่ายปกครองกว่า 50 นาย

โดยจุดแรกเจ้าหน้าที่คุมตัวไปชี้จุดบริเวณหน้าห้องน้ำห่างจากกุฏิพระลุนที่เสียชีวิต20เมตรช่วงเวลา05.00น.วันที่เกิดเหตุผู้ต้องหาได้เดินถือมีดอีโต้เข้าไปฟันที่บริเวณท้ายทอยพระลุนซึ่งกำลังซักจีวร2ครั้งก่อนที่พระลุนจะวิ่งหนี พยายามหลบเข้าไปในกุฎิของตนเอง แต่เข้าไม่ได้เพราะก่อนที่จะไปซักจีวรได้คล้องกุญแจไว้ จากนั้นพระลุนได้พยามวิ่งหนีไปและตะโกนขอความช่วยเหลือ กระทั่งอดีตพระกรกช ตามมาทันที่บริเวณทางขึ้นบันไดลานหิน ก่อนใช้มีดอีโต้ฟันที่ศีรษะซ้ำอีก 2-3 ครั้ง ซึ่งพระลุนก็ยังพยามหนีจนมาถึงขั้นบันได ซึ่งเป็นจุดที่พบศพเสียชีวิต แต่อดีตพระกรกชก็ยังตามาฟันซ้ำไปอีกหลายครั้ง จากนั้นอดีตพระกรกชได้นำมีดอีโต้ไปทิ้งไว้หลังโขดหินแล้วนำจอบมาสับไปที่ศีรษะซ้ำอีก 3-4 ครั้ง และใช้บริเวณสันจอบตีซ้ำอีก 2 ครั้งจนกะโหลกยุบและแน่นิ่งไป

จากนั้นอดีตพระกรกชได้เดินไปที่กฏิของตนเองนำกุญแจมาล็อกคล้องหน้าประตูไว้เพื่อหลอกว่าถูกคนร้ายที่เป็นชายสองคนมาทวงเงินกับพระลุนล็อกไว้จึงออกมาไม่ได้จากนั้นได้นำขวดเหล้าขาวเปล่า2ขวดที่เก็บมาจากสวนยางของชาวบ้านขณะออกไปบิณฑบาตและนำขวดเหล้าขาวที่ซื้อมาจากร้านในตัวอำเภอท่าคันโทมาวางไว้บนแคร่ไม้หน้ากุฏิพระลุนและหน้ากุฏิของตนเองเพื่อจัดฉากว่ามีชายสองคนมาทวงเงินกับพระลุนแล้วมีการนั่งดื่มเหล้ากันก่อนที่จะทำร้ายกันและกลายเป็นศพทั้งนี้ในส่วนบริเวณจุดที่นำมีดอีโต้และจอบไปทิ้งนั้นเจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำตัวไปชี้จุดได้ เนื่องจากมีชาวบ้านหลายร้อยคนมามุงดูเหตุการณ์ จึงเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ก่อนคุมตัวกลับไปที่โรงพัก

พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รักษาราชการแทนผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่าจากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องโดยการวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ามีความโกรธแค้นผู้ตายอย่างมากโดยอ้างว่าผู้ตายมัต่อว่าและพูดจาถากถางต่อหน้าญาติโยมที่มาทำบุญ โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งอาหารจากการบิณฑบาตพูดเสียดสีว่ตนเองไม่ได้ออกบิณฑบาตแต่กลับแบ่งเอาอาหารไปมากคนบิณฑบาต จนมีปากเสียงทะเลาะกันบ่อยครั้นอกจากนี้ผู้ต้องหายังอ้างอีกว่าเคยถูกพระลุนดุด่าหยาบคายหลายครั้ง จึงเก็บความแค้นไว้ในใจเรื่อยมา

ก่อนที่ในช่วง2เดือนที่ผ่านมาจึงคิดวางแผนโดยเริ่มจากการเก็บขวดเหล้าเปล่าและซื้อเหล้าจัดเตรียมมีดเตรียม เพื่อที่จะก่อเหตุโดยอาศัยจังหวัดเช้ามืดขณะที่พระลุนกำลังซักจีวรเพื่อเตรียมตัวที่จะกลับไปเยี่ยมบ้านหลังจากออกพรรษาซึ่งหลังก่อเหตุได้ได้เตรียมข้อพูดไว้บอกเจ้าหน้าที่ไว้ว่ามีชายสองคนมาทวงหนี้พระลุนและฆ่ากันเสียชีวิต อย่างไรก็ตามหลังจากทำแผน เจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าคันโท ดำเนินคดี โดยแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน

แอมเนสตี้-รุ้ง ยื่นเกือบสามหมื่นรายชื่อถึงนายกฯ เรียกร้องยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้เห็นต่าง

นักกิจกรรมแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทยพร้อมกับรุ้งปนัสยาสิทธิจิรวัฒนกุลนำ28,426รายชื่อของประชาชนในประเทศไทยที่ร่วมเรียกร้องผ่านปฏิบัติการด่วนของแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลและแคมเปญออนไลน์บนเว็บไซต์ Change.org มอบให้กับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านตัวแทนและรับฟังคำมั่นสัญญาต่อประชาชนในการปฏิบัติเพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนของทางการไทย

ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เผยว่า ทางสำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ออกปฏิบัติการด่วน เป็นการรณรงค์เชิญชวนสมาชิก นักกิจกรรม และผู้สนับสนุนคนทั่วโลกร่วมกันส่งจดหมายถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการปราบปรามผู้ชุมนุมโดยสงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ทั้งที่มีการควบคุมตัวและลงโทษนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมโดยพลการ ซึ่งพวกเขาเพียงแค่ชุมนุมโดยสงบและแสดงความเห็นทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์ รวมทั้งการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกินกว่าเหตุและโดยไม่จำเป็นเพื่อสลายการชุมนุมด้วย

“แกนนำผู้ชุมนุม อย่างทนายอานนท์นำภาไผ่-จตุภัทร์บุญภัทรรักษาไมค์-ภาณุพงศ์จาดนอกและเพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ไม่ควรต้องมาถูกควบคุมตัวตั้งแต่แรกและยังถูกปฏิเสธไม่ให้พวกเขาได้ใช้สิทธิในการประกันตัวหรือเพิกถอนการประกัน

จากการพูดคุยกับทางทนายความทราบว่า พวกเขาถูกควบคุมตัวในสภาพที่เลวร้าย ซึ่งทางเรากังวลอย่างยิ่งต่อปัญหาสุขภาพและสวัสดิภาพของพวกเขา เนื่องจากทั้งจตุภัทร์ และพริษฐ์ ได้ติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่อยู่ระหว่างการควบคุมตัว นอกจากนั้นเรายังมีความกังวลต่อกรณีการฟ้องคดีต่อผู้ชุมนุมโดยสงบคนอื่นๆ รวมทั้งกรณีของ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ซึ่งได้ถูกแจ้งข้อหาในคดีอาญาเพิ่มเติมจากการชุมนุมโดยสงบเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา”

ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ประเทศไทยยังระบุอีกว่าตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีบุคคลอย่างน้อย1,634คนรวมถึงเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า18ปีจำนวน257คนใน166คดีถูกดำเนินคดีอาญาเพียงเพราะใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งหลายคนเสี่ยงที่จะได้รับโทษจำคุกเป็นเวลานาน อาจถึงขั้นถูกจำคุกตลอดชีวิตนอกจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ตอบโต้การชุมนุมโดยใช้มาตรการควบคุมฝูงชน ซึ่งมักละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุม โดยเจ้าหน้าที่ตำราวจได้ตอบโต้โดยการใช้กำลังโดยไม่จำเป็นและเกินกว่าเหตุเพื่อสลายการชุมนุม ทั้งยิงแก๊สน้ำตา เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมี ทุบตีและใช้กระสุนยางด้วย

สำหรับในประเทศไทย ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทยได้รณรงค์เพื่อรวบรวมรายชื่อภายใต้ปฏิบัติการด่วนที่มีการณรงค์ไปทั่วโลกต่อกรณีการปราบปรามผู้ชุมนุมโดยสงบอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยโดยได้มีการทำแคมเปญรณรงค์ออนไลน์บนเว็บไซต์ของแอมเนสตี้ ประเทศไทย และเว็บไซต์ของ Change.org จนสามารถรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนได้เกือบสามหมื่นรายชื่อ

“เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติวงจรของการปราบปรามผู้เห็นต่างและปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทยรวมทั้งเคารพและปกป้องสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบและประกันว่าการปฏิบัติต่อการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมทั้งการชุมนุมที่ไม่สงบจะต้องเป็นไปตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วนเจ้าหน้าที่ต้องงดเว้นจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระหว่างการชุมนุมตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคุ้มครองสิทธิของผู้ชุมนุมโดยสงบ ไม่ให้ถูกแทรกแซงหรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงจากบุคคลที่สามด้วย” ปิยนุชกล่าว

ทั้งนี้ ทางแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลไทย ดังต่อไปนี้

1. ยุติการดำเนินคดีอาญาทั้งปวงโดยทันทีต่อบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมาย เพียงเพราะใช้สิทธิมนุษยชนของตนเอง และปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวโดยพลการในขณะนี้

2. อนุญาตให้บุคคลสามารถแสดงความเห็นของตนและสามารถชุมนุมโดยสงบได้ และไม่กำหนดเงื่อนไขการประกันตัวจนเกินขอบเขตที่อาจเป็นการจำกัดการใช้สิทธิของพวกเขาโดยพลการ

3. ให้ดำเนินการสอบสวนโดยทันทีอย่างรอบด้านไม่ลำเอียงและโปร่งใสต่อการรายงานที่ว่ามีการใช้กำลังโดยไม่จำเป็นและเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจระหว่างการควบคุมตัวบุคคลและควบคุมการชุมนุมในทุกกรณีให้นำตัวผู้ต้องสงสัยเข้าสู่กระบวนการไต่สวน และให้ประกาศใช้แนวปฏิบัติของตำรวจที่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่าประเทศ รวมทั้งหลักการพื้นฐานขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย

รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการจะขอในวันนี้ คือการขอให้ทางการไทยคืนสิทธิในการประกันตัวแก่ผู้ต้องขังทางการเมืองทุกคน เพราะผู้ต้องขังทางความคิดไม่จำเป็นต้องอยู่ในนั้นแต่แรกอยู่แล้ว

“การเมืองเราต่อสู้กันด้วยอุดมการณ์ด้วยความคิดแต่เมื่อมีผู้มีอำนาจมากกว่าคนหนึ่งและมีผู้ต้องการมาต่อต้าน แล้วเขาก็ใช้อำนาจนั้นในการจับขังทุกคนที่เขาไม่ต้องการให้อยู่ข้างนอกซึ่งเราคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่น่าละอายต่อชาวโลกมันเป็นสิ่งที่มันน่าอับอายมากๆที่เราพร่ำพูดว่าประเทศเราเป็นประชาธิปไตยอยากให้เด็กๆ โตมาเป็อนาคตของประเทศเรียนเก่งๆ ฉลาดๆ จะได้โตมาเป็นคนที่มีคุณภาพของประเทศนี้แล้วพอเราเรียนมา เรารู้ปัญหา เราออกมาพูด คุณก็จับขังพวกเรา และดำเนินคดีต่อพวกเรา

เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่จะขอวันนี้ คือการให้สิทธิประกันตัวแก่ผู้ต้องขังทางการเมืองทุกคน เพราะเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ในนั้นแต่แรกอยู่แล้ว

และเมื่ออยู่นานเข้าในเรือนจำก็ยังแก้ปัญหาโควิดไม่ได้และคิดว่ากำลังจะกลับมาระบาดอีกรอบด้วยซ้ำในเรือนจำ แต่มันไม่เคยถูกพูดถึงเพราะในนั้นเป็นแดนสนธยาถ้าไม่มีคนออกมาพูดก็คงไม่มีข้อมูลว่าคนในเรือนจำมีคนติดโควิดไปแล้วกี่คนเราไม่มีทางรู้หรอกว่าในนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนเราบ้าง เช่นนั้นเราต้องเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาออกมาอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเราจะสู้กันทางความคิด เราก็มาสู้กันข้างนอกค่ะ”

พร้อมย้ำว่าที่คุณทำแต่ละอย่างในแต่ละประเทศทั้งการสลายการชุมนุมเองการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมการจับขังผู้ชุมนุมมันไม่มีอะไรดีเลยแต่มันดีสำหรับนายกและที่คุณได้เป็นรัฐบาลในตอนนี้เราขอถามจริง ๆ ว่าคุณคิดว่ามันบริสุทธิ์ใจไหม เราคิดว่ามันไม่ใช่”

ด้านนายสมพาศนิลพันธ์ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีตัวแทนรับรายชื่อแทนนายกรัฐมนตรีกล่าวเพียงสั้นๆว่า”ขอบคุณนะครับจะนำเสนอท่านนายกรัฐมนตรี ทางเราจะหาทิศทางต่อไป”

ตรวจหวย 1 พ.ย. 64 ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล หวย 1/11/64

ประกาศผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจหวย 1/11/64 จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจรางวัลที่ 1 รวดเร็ว ทันใจ ได้ที่นี่ หรือ แสดงผลหวยงวดล่าสุด และสามารถตรวจหวยย้อนหลังได้ทุกงวด

หากท่านใดตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล เเล้วถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล กรุณาตรวจเช็กตัวเลขสลากกินแบ่งที่กองสลากอีกครั้งนะคะ เพื่อความถูกต้อง

เดือดสนั่น! คลิปหมอไล่คนไข้กลับดอย ขอตรวจกลางดึก บอก “ใกล้ตายแล้วค่อยมา”

กลายเป็นประเด็นสุดร้อนในโลกออนไลน์กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปเหตุการณ์หน้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยผู้ถ่ายคลิปพาแม่ที่ป่วยมาจากดอยมาขอรับการตรวจรักษากลางดึกด้วยอาการมีไข้ท้องเสียแน่นหน้าอกหนาวสั่นแต่เมื่อมาถึงที่ห้องฉุกเฉินตอนเวลาประมาณตี1แล้วแพทย์ไม่ยอมตรวจให้บอกว่าไม่ใช่เคสเร่งด่วน แล้วยังไล่กลับบ้านทำให้ญาติต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิป

โดยจากคลิปจะเห็นนายแพทย์ สวมเสื้อกาวน์กับเสื้อสีน้ำเงิน มีปากเสียงอยู่กับญาติคนไข้ โดยเริ่มจากการเดินออกมาถามว่าคนไข้คนไหน อยู่ที่ไหน ก่อนจะถามอีกว่า “เดินได้ไหม เดินได้อยู่ งั้นก็กลับไป” ญาติคนไข้ถามว่า “แล้วจะให้แม่ตายหรือ?” เพราะกว่าจะมาถึง รพ.มาถึงหมอไม่ตรวจอะไรเลยแล้วไล่กลับหมอก็ตอบว่า”ใกล้ตายก่อนแล้วค่อยมา”พร้อมตะคอกเสียงดังว่า”ก็มันไม่ด่วนไงด่วนคือเป็นไข้หายใจเร็วเกือบตายเจ็บอกจะคลอดลูกมีแค่นี้”

คลิปดังกล่าว มีความยาวประมาณ 6 นาที โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า

คลิปนี้ไม่ใช่โรงพยาบาลแม่แตงนะคะ ต้องขอกราบขอโทษที่พูดชื่อโรงพยาบาลผิดเพราะความโมโหเลยทำให้พูดผิดค่ะใครที่เคยไปรักษาคงจะรู้ดีค่ะโรงพยาบาลอะไรเป็นหมอใจไม่รักการรักษาคนก็ไม่ต้องเป็นหมอคลิปนี้ถ่ายเมื่อคืนตี1ค่ะ31/10/64ใครเคยเจอหมอออกมาแชร์เเสดงความเห็นค่ะ ว่าสมควรไหมคะ

ในเวลาต่อมา นางสาวจันทราแสงจันทร์อายุ29ปีเจ้าของคลิปให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวจ.เชียงใหม่ผ่านวิดีโอคอล เล่าว่าเย็นวันที่30ตุลาคม64แม่ของตนคือนางอะเลมะแสงจันทร์อายุ59ปีป่วยมีไข้หนาวสั่นท้องเสียทางครอบครัวได้มีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นและมีอาการไข้ขึ้นสูง จึงตัดสินใจพาแม่ลงดอยจากหมู่บ้านหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว ไปโรงพยาบาลเชียงดาว เพราะกลัวว่าหากปล่อยไว้นานอาจเป็นอันตราย

แต่เมื่อมาถึงโรงพยาบาลประมาณตีหนึ่งเธอได้เข้าไปติดต่อขอทำบัตรที่ห้องเบอร์1ตามที่เจ้าหน้าที่บอกแต่รอนานกลับไม่มีหมอมาตรวจเธอจึงถามว่าทำไมไม่มีหมอเจ้าหน้าที่บอกว่าหมออยู่ในห้องฉุกเฉินเธอจึงเดินเข้าไปตามบอกหมอหมอถามว่าเป็นอะไรคนไข้อยู่ไหนเดินไหวไหมเธอบอกไหวปรากฏว่าหมอตอบว่าให้กลับบ้านไป ซึ่งเธอก็ติดใจและถามกลับไปว่าทำไมไม่ตรวจอาการก่อน หมอก็บอกไม่และยืนยันให้กลับบ้าน จนเกิดการโต้เถียงกันตามคลิป

นางสาวจันทรา บอกว่า ไม่มีใครต้องการมาโรงพยาบาลถ้าไม่เจ็บป่วยจริงๆเพราะบ้านตนเองก็อยู่ไกลการเดินทางก็ลำบากใช้เวลากว่า1ชั่วโมงกว่าจะถึงโรงพยาบาลมองว่าหมอโรงพยาบาลต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนไม่ใช่มาพูดจาแบบนี้ถ้าเป็นหมอแล้วมาทำกับประชาชนแบบนี้ก็ไม่ต้องมาเป็นหมอเธอเข้าใจว่าสถานการณ์โควิด19ทุกคนทำงานกันหนักและเครียด แต่อยากให้ช่วยพูดดี ๆ กับคนป่วย อธิบายให้เข้าใจก็ได้ว่าเพราะสาเหตุอะไรไม่ใช่ไล่กลับบ้าน

นางสาวจันทราบอกด้วยว่าไม่ขอโทษก็ไม่เป็นไรแต่ไม่อยากให้ไปทำแบบนี้กับใครและอยากให้โรงพยาบาลปรับปรุงคนอื่นก็มีหัวใจคนดอยก็มีหัวใจประชาชนไม่สบายก็ต้องไปหาหมอถ้าหมอไม่รักษาจะมีหมอไปทำไม

ด้านผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ถูกกล่าวถึงในคลิปนั้นเปิดเผยเพียงว่ายังไม่เห็นคลิปที่เกิดขึ้นเนื่องจากตนออกมาปฏิบัติหน้าที่ที่โรงพยาบาลสนามใน จ.เชียงใหม่ แต่อย่างไรก็ตามจะขอตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรส่วนการแถลงชี้แจงนั้นจะให้ทางสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้ชีแจงในเรื่องนี้อีกครั้ง

เปิดประเทศแล้ว! โควิดวันนี้ไทยพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม8,165รายเสียชีวิตอีก 55 ราย

วันนี้ (1 พ.ย.) เมื่อเวลา 07.30 น. ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยตัวเลขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ว่า

ล่าสุด สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ โควิด-19 ในไทยวันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 8,165 ราย ยอดติดเชื้อรวมระลอกเมษายน 1,891,326 ราย รวมยอดติดเชื้อสะสม 1,920,189 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 55 ราย เสียชีวิตสะสม 19,260 ราย หายป่วยเพิ่ม 9,574 ราย หายป่วยสะสมระลอกเมษายน 1,774,276 ราย ผู้ป่วยกำลังรักษา 99,227 ราย ufabet

รายละเอียดผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ จำนวน 8,165 ราย มีดังนี้

  • ผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังฯ 7,241 ราย
  • ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 390 ราย
  • ผู้ป่วยภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 525 ราย
  • ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 9 ราย

รายละเอียดผู้เสียชีวิตของประเทศไทยวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 จำนวน 55 ราย

จำนวนการได้รับวัคซีนสะสม(28ก.พ.-31ต.ค.2564)รวม75,710,277โดสใน77จังหวัด

ภาพรวมยอดฉีดวัคซีนวันที่31ตุลาคม2564ยอดฉีดทั่วประเทศ320,719โดส

เข็มที่ 1 : 141,330 ราย
เข็มที่ 2 : 167,820 ราย
เข็มที่ 3 : 11,569 ราย

จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 42,388,465 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 30,911,219 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 2,410,593 ราย

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *